Skip to main content
    กลับไปหน้าบล็อก
    An unbranded tablet and several small photographs on a sunlit desk, arranged for looking back over a week.
    OwnJournal Team11 นาทีในการอ่าน

    12 คำถามทบทวนตัวเองผ่านไดอารี่ พร้อมตัวอย่างอ่านบันทึกย้อนหลัง

    self-reflectionjournal-promptsweekly-reviewself-awarenessmemory
    สารบัญ

    บางวันที่กลับไปอ่านไดอารี่ เราอาจจำได้แค่ว่าเหนื่อย ทั้งที่ในวันเดียวกันมีทั้งงานที่ค้าง เรื่องที่ทำได้ และคนที่ยื่นมือมาช่วย คำถามที่เจาะจงกับเหตุการณ์สักหน่อยเปิดทางให้เขียนรายละเอียดเหล่านี้ได้ โดยไม่ต้องรีบสรุปว่าช่วงเวลานั้นดีหรือแย่ไปทั้งหมด

    คำถามทบทวนตัวเองใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการเขียนถึงประสบการณ์ที่ผ่านมา จะอ่านบันทึกเก่าประกอบหรือเขียนจากความทรงจำวันนี้ก็ได้ ชุดคำถาม 12 ข้อนี้เป็นข้อเสนอสำหรับการเขียน ไม่ใช่โปรแกรมทางจิตวิทยาที่ผ่านการทดสอบหรือการรักษา เราเลือกใช้เฉพาะข้อที่เหมาะกับตอนนี้ได้ ไม่ต้องตอบครบ

    เลือกช่วงเวลาที่ไหว และกำหนดว่าจะหยุดตรงไหน

    เริ่มจากช่วงเวลาที่พอจะย้อนดูได้ อาจเป็นไม่กี่วัน หนึ่งสัปดาห์ หนึ่งเดือน หรือช่วงที่ทำงานชิ้นหนึ่งจนเสร็จ แล้วเลือกบันทึกมาเพียงบางส่วน กำหนดจุดจบไว้ด้วย เช่น อ่านส่วนที่เลือกไว้แล้วหยุด หรือเขียนตอบคำถามหนึ่งข้อแล้วพอ

    การทบทวนทุกสัปดาห์เป็นเพียงทางเลือกที่จัดเวลาได้สะดวก งานวิจัยที่อ้างถึงในที่นี้ไม่ได้บอกว่าควรเว้นกี่วัน ใช้เวลาครั้งละเท่าไร อ่านกี่บันทึก หรือจะเข้าใจตัวเองเมื่อครบกี่ครั้ง ไม่จำเป็นต้องรักษาจำนวนวันที่เขียนต่อเนื่อง และอาจกลับมาอ่านใหม่เมื่อมีข้อมูลเพิ่ม

    ถ้าเลือกมาแต่วันที่ลำบาก ลองดูด้วยว่ามีวันธรรมดาหรือเรื่องที่ผ่านไปได้ค่อนข้างดีให้หยิบมาอ่านหรือไม่ ถึงอย่างนั้น บันทึกที่เลือกก็ยังเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิต วันที่ไม่ได้เขียนและเรื่องที่ไม่ได้เล่ายังเป็นช่องว่าง หัวข้อที่ไม่ปรากฏไม่ได้แปลว่าไม่มีเรื่องนั้นในชีวิต และไม่ได้บอกเหตุผลที่เราไม่ได้เขียนถึง

    ยังไม่มีไดอารี่เก่าก็เริ่มได้ เขียนถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาเท่าที่จำได้ในวันนี้ พร้อมวันที่เขียนและข้อความว่าเป็นการนึกย้อนหลัง ปฏิทินอาจช่วยยืนยันวันที่เกิดเรื่อง แต่ไม่อาจยืนยันว่าในตอนนั้นเรารู้สึกหรือเชื่ออย่างไร อย่าเติมคำคาดการณ์ย้อนหลังแล้วทำเหมือนเป็นสิ่งที่จดไว้ก่อนรู้ผล

    บันทึกที่พิมพ์ไว้ก็ใช้ได้ เลือกวิธีที่สะดวกและกลับมาอ่านได้ พร้อมดูว่าพื้นที่รอบตัวเป็นส่วนตัวพอหรือไม่ จะเก็บบันทึกไว้ที่ไหน และจำเป็นต้องใส่ชื่อหรือรายละเอียดที่ระบุตัวบุคคลหรือเปล่า เราไม่จำเป็นต้องเปิดไดอารี่ให้คนอื่นอ่าน

    เก็บภาพของวันนั้นด้วยคำถามสี่ข้อ

    1. ช่วงไหนของวันที่ผ่านมา ที่เราอยากจำรายละเอียดไว้สักอย่าง?

    ระบุว่าเกิดขึ้นเมื่อไร ที่ไหน และกำลังทำอะไร แล้วเติมรายละเอียดที่ยังจำได้ อาจเป็นเสียงในร้านอาหารหรือคำพูดระหว่างรอรถ ไม่ต้องเป็นเหตุการณ์ใหญ่ และไม่จำเป็นต้องถอดบทเรียนจากทุกความทรงจำ

    2. มีเรื่องไหนที่เป็นไปด้วยดีพอสมควร และอะไรช่วยให้เป็นเช่นนั้น?

    นอกจากสิ่งที่เราลงมือทำ ลองนับความช่วยเหลือ อุปกรณ์ ข้อมูลที่มีอยู่ และจังหวะที่เอื้ออำนวยเข้าไปด้วย ไม่ต้องฝืนขอบคุณหรือมองหาด้านดีของเรื่องที่เจ็บปวด คำถามนี้ชวนดูเงื่อนไขของเรื่องที่ผ่านไปได้ค่อนข้างดี

    3. การตัดสินใจครั้งไหนบอกว่าเราให้ความสำคัญกับอะไร?

    เขียนถึงสิ่งที่เลือกจริง เช่น แจ้งคนที่รอทันทีเมื่อรู้ว่าจะส่งงานไม่ทัน แทนการเขียนเพียงว่าให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบ แล้วมองสิ่งที่ต้องแลกหรือข้อจำกัดด้วย บางครั้งทางเลือกก็มีไม่มาก และการเลือกตามคุณค่าที่เชื่ออาจมีต้นทุน

    4. ตอนไหนเราพอมีแรงทำสิ่งที่สำคัญ และตอนไหนรู้สึกทำไม่ไหว?

    ดูทั้งลักษณะงาน เวลา ความรู้สึก คนที่ช่วย และสิ่งที่เข้ามาขัดจังหวะ ความต่างเหล่านี้ควรอยู่ในบันทึกด้วย ไม่ใช่เหลือแต่คำตัดสินว่าเราพยายามพอหรือยัง เงื่อนไขบางอย่างก็อยู่นอกอำนาจตัดสินใจของเรา

    ข้อความที่เขียนไว้เป็นบันทึกภายนอกที่กลับมาเปิดดูได้ เรื่องนี้เชื่อมกับแนวคิดการปลดภาระทางความคิด (cognitive offloading) ซึ่งหมายถึงการใช้สิ่งช่วยหรือการกระทำภายนอกเพื่อเปลี่ยนภาระในการคิดระหว่างทำงานนั้น ในปี 2016 Evan F. Risko จาก University of Waterloo และ Sam J. Gilbert จาก University College London ได้ทบทวนประเด็นนี้ใน บทความปริทัศน์ ที่ตีพิมพ์ใน Trends in Cognitive Sciences

    บทความนั้นไม่ได้ทดสอบคำถามชุดนี้หรือการอ่านไดอารี่ทุกสัปดาห์ และไม่ได้แสดงว่าการเขียนทำให้รู้จักตัวเองอย่างถูกต้องหรือจำประสบการณ์ส่วนตัวได้แม่นยำขึ้น การมีข้อความให้อ่านจึงควรแยกจากการรับรองความถูกต้องของความจำ ดูประเด็นนี้ต่อได้ในเรื่อง การเขียนบันทึกกับความจำ

    ก่อนเชื่อข้อสรุป ลองถามสิ่งที่ยังไม่รู้

    5. อะไรคือเหตุการณ์ที่สังเกตได้ และอะไรคือความหมายที่เราใส่ให้?

    "เพื่อนยกเลิกนัด" กับ "เพื่อนไม่อยากเจอเรา" เป็นข้อความคนละส่วน เขียนแยกกันโดยไม่ต้องปฏิเสธความเสียใจของตัวเอง บันทึกมีเพียงมุมที่เรารับรู้ จึงไม่สามารถบอกเจตนาของอีกฝ่ายได้

    หน้าจอโทรศัพท์มีกรอบข้อความว่าง 1 กรอบ ข้างกันเป็นเมฆแทนความคิดที่มีเส้นวนพันกัน

    6. เรื่องที่ดูเหมือนเกิดซ้ำ อยู่ในบันทึกวันที่เท่าไรบ้าง?

    หาวันที่และข้อความจริงที่รองรับข้อสังเกตนั้น ใช้ถ้อยคำที่บอกขอบเขต เช่น "ในบันทึกที่เลือกมา มีสองวันที่พูดถึงการเลื่อนนัด" การพบเรื่องซ้ำเป็นคำถามให้สำรวจต่อ ยังไม่ใช่หลักฐานของสาเหตุหรือนิสัยที่ติดตัวตลอดไป

    7. มีครั้งไหนที่ไม่เป็นไปตามภาพที่เราคิด และตอนนั้นต่างตรงไหน?

    หาข้อยกเว้นแล้วเทียบงาน เวลา คนช่วย และความรู้สึก ลองเขียนคำอธิบายอื่นที่เป็นไปได้ รวมถึงข้อมูลแบบไหนที่จะทำให้เราเปลี่ยนความเห็น ตรวจด้วยว่าเลือกเฉพาะบันทึกที่เข้ากับข้อสรุปหรือไม่ และวันที่ไม่มีข้อมูลอาจทำให้ภาพยังขาดส่วนใด

    8. ก่อนรู้ผล เราเคยเขียนคาดไว้อย่างไร และตอนนี้รู้เพิ่มอะไร?

    ถ้ามีข้อความเดิมให้นำมาเทียบกับสิ่งที่รู้หลังเกิดเรื่อง ถ้าไม่มีข้อความนั้น ให้ระบุว่าไม่มีบันทึกความคาดหมายเดิมให้เทียบ การนึกขึ้นได้ตอนนี้ว่า "ตอนนั้นคงคิดแบบนี้" เป็นการประกอบเรื่องย้อนหลัง ไม่ใช่คำคาดการณ์เดิม อย่าสร้างข้อความเก่าขึ้นมารองรับความเข้าใจปัจจุบัน

    เมื่อรู้ผลแล้ว ความทรงจำเกี่ยวกับสิ่งที่เคยคิด ความรู้สึกว่าผลนั้นคาดเดาได้ และความมั่นใจว่าตนมองเห็นล่วงหน้า อาจเปลี่ยนไป ในปี 2012 Neal J. Roese จาก Northwestern University และ Kathleen D. Vohs จาก University of Minnesota อธิบายเรื่องนี้ใน บทความทบทวนเรื่องอคติจากการมองย้อนหลัง (hindsight bias) ในวารสาร Perspectives on Psychological Science ซึ่งเป็นงานพื้นฐานที่ตีพิมพ์มานานแล้ว

    งานนี้เป็นเหตุผลประกอบว่าทำไมจึงควรเทียบคำคาดหมายที่จดไว้จริงกับเรื่องเล่าภายหลัง แต่ไม่ได้แสดงว่าการเขียนไดอารี่กำจัดอคตินี้ได้ ข้อความเดิมก็อาจผิดหรือไม่ครบ การ เรียนรู้จากความผิดพลาดด้วยบันทึก จึงต้องเผื่อข้อจำกัดของทั้งความทรงจำและตัวบันทึก

    9. ก่อนตัดสินคนที่อยู่ในสถานการณ์นี้ เราอยากรู้เงื่อนไขอะไรเพิ่ม?

    อาจเป็นเวลาที่มี ภาระที่ต้องรับผิดชอบ ทรัพยากร สุขภาพ หรือทางเลือกที่ไม่มีให้ คำถามเดียวกันใช้กับตัวเองได้ด้วย การมองบริบทไม่ใช่การแก้ตัวให้การทำร้าย และไม่ต้องเดาแรงจูงใจของคนอื่นในส่วนที่ยังไม่รู้

    เมื่อมุมมองเปลี่ยน เราเก็บข้อความเดิมแล้วเพิ่มบันทึกพร้อมวันที่ใหม่ได้ ความเห็นที่ใหม่กว่าไม่ได้ถูกต้องกว่าเสมอไป หากเหมาะกับเรื่องนั้น อาจถามข้อมูลหรือขอความเห็นจากคนที่เกี่ยวข้องโดยไม่ต้องแบ่งปันไดอารี่ทั้งเล่ม ความเข้าใจจาก การเขียนเพื่อรู้จักตัวเอง ก็ยังควรเปิดรับสิ่งที่บันทึกไม่ได้เล่าไว้

    ตัวอย่างสมมติ: การนัดเพื่อนที่ไม่ได้ยกเลิกทุกครั้ง

    เรื่องต่อไปนี้เป็นตัวอย่างที่แต่งขึ้น ออมอ่านไดอารี่เกี่ยวกับการนัดกินข้าวกับเพื่อน แล้วเขียนข้อสรุปแรกว่า "เราเป็นคนรักษานัดไม่ได้เลย" เมื่อแยกตามวัน มีรายละเอียดดังนี้

    • 3 สิงหาคม: งานเลิกช้ากว่าที่แจ้งไว้ ออมส่งข้อความยกเลิกหลังเพื่อนออกจากบ้านแล้ว
    • 8 สิงหาคม: รถที่ตั้งใจใช้เดินทางไม่มาตามเวลา ออมไปถึงช้าและเขียนว่ารู้สึกผิด
    • 15 สิงหาคม: นัดช่วงบ่ายในวันหยุดใกล้บ้าน ออมไปถึงก่อนเวลาและได้นั่งคุยกันจนเย็น

    บันทึกสองวันแรกมีทั้งการยกเลิกและการไปช้า แต่วันที่ 15 เป็นข้อยกเว้นของคำว่า "รักษานัดไม่ได้เลย" เวลางาน ระยะทาง และการเดินทางก็ต่างกัน คำอธิบายอื่นนอกจากนิสัยจึงอาจเป็นตารางงานที่ไม่แน่นอนหรือเงื่อนไขการเดินทาง บันทึกเหล่านี้ยังไม่ได้บอกว่าเพื่อนคิดอย่างไร

    สำหรับนัดครั้งต่อไป ออมอาจตรวจเวลาที่ออกจากงานได้ก่อนตกลงนัด แล้วจดว่าออกได้ตามที่คาดหรือมีอะไรเปลี่ยน นี่เป็นการกระทำเล็ก ๆ ที่เลือกทำได้ ไม่ใช่สัญญาว่าจะไม่มีวันสายอีก บันทึกส่วนตัวไม่ใช่การทดลองที่ควบคุมตัวแปร จึงพิสูจน์เหตุและผลไม่ได้ และวันที่เลือกมาอาจไม่ได้แทนการนัดทั้งหมด

    การ์ดภาพหน้าต่าง 4 ใบ มี 3 ใบเป็นภาพฝนตก ส่วนใบที่มีท้องฟ้าสว่างและใบไม้อยู่ใต้แว่นขยาย

    บางเรื่องต้องการคนช่วย บางเรื่องยังไม่ต้องตอบ

    10. เรื่องไหนต้องการความช่วยเหลือ การพูดคุย ทรัพยากร หรือการปรับเงื่อนไขที่เป็นอยู่?

    เขียนให้เห็นสิ่งที่ต้องการ เช่น ข้อมูลเพิ่ม คนแบ่งงาน หรือตารางที่ต่อรองใหม่ได้ การถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมหรือปัญหาเชิงระบบไม่อาจแก้ได้ด้วยการเขียนเงียบ ๆ คนเดียว อย่านำสิ่งที่ควบคุมไม่ได้กลับมาเป็นความผิดของคนที่กำลังเผชิญมัน

    11. ถ้าอยากลองปรับสักอย่าง อะไรเล็กพอที่จะทำได้ และจะสังเกตอะไร?

    เลือกสิ่งที่อยู่ในอำนาจตัดสินใจและมองเห็นได้ว่าทำหรือยัง เช่น เตรียมรายการที่จะถามก่อนโทร แล้วจดว่ายังมีเรื่องไหนไม่ชัด การลองไม่รับประกันผลลัพธ์ แม้มีความเปลี่ยนแปลงตามมา ก็ยังบอกไม่ได้ว่าเกิดจากสิ่งที่ปรับเพียงอย่างเดียว

    12. เรื่องไหนปล่อยให้ยังค้างอยู่ได้ โดยไม่ต้องวางแผนต่อวันนี้?

    อาจเก็บเพียงความทรงจำหนึ่งเรื่อง คำถามที่ยังตอบไม่ได้ หรือความตั้งใจว่าจะพักก่อนก็พอ การทบทวนไม่จำเป็นต้องจบด้วยงานชิ้นใหม่ให้ตัวเองทำ

    งานวิจัยบอกได้ถึงไหน

    มีงานที่ศึกษาข้อความทบทวนของผู้เรียนโดยตรง ในปี 2020 Valerie Dean O'Loughlin จาก Indiana University และ Lauren Miller Griffith จาก Texas Tech University วิเคราะห์บันทึกทบทวนออนไลน์ 927 ชิ้นจากนักศึกษา 92 คนที่ทำกรณีศึกษากายวิภาคศาสตร์และรังสีวิทยา งานในวารสาร Anatomical Sciences Education นี้ อธิบายการเปลี่ยนแปลงของคำบอกเล่าเรื่องการเรียนรู้ ตลอดรายวิชา

    บริบทนั้นมีโครงสร้างการเรียนการสอน ไม่ใช่การสุ่มทดลองให้คนทบทวนไดอารี่ส่วนตัวทุกสัปดาห์ และไม่ใช่หลักฐานว่าคำถามชุดนี้จะทำให้การเรียนรู้ในชีวิตประจำวันดีขึ้น การนำมาใช้ส่วนตัวจึงควรเผื่อความต่างของสถานการณ์ไว้

    ส่วนการคิดซ้ำอาจมีทั้งลักษณะที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ Edward R. Watkins จาก University of Exeter ทบทวนเรื่องเนื้อหาความคิดและลักษณะบวกหรือลบ บริบทของบุคคลและสถานการณ์ รวมทั้งการคิดแบบรูปธรรมหรือนามธรรม ใน บทความปี 2008 ของ Psychological Bulletin นี่เป็นงานพื้นฐานเก่าที่ให้บริบทในการแยกการทบทวนจากการคิดวนที่ไม่ช่วยอะไร

    ไม่ได้หมายความว่าคำถามที่เป็นรูปธรรมจะช่วยทุกครั้ง หรือคำถามที่ขึ้นต้นว่า "ทำไม" จะเป็นโทษทั้งหมด และไม่ได้แสดงว่าคำถามเหล่านี้รักษาการครุ่นคิดวนซ้ำ (rumination) ได้ เรื่อง การเขียนบันทึกกับการคิดมาก จึงต้องดูว่าขณะเขียนเป็นอย่างไรด้วย

    เมื่อทบทวนแล้วใจยิ่งหนัก ให้หยุดได้

    ถ้าความทุกข์เพิ่มขึ้น หรือกลายเป็นการต่อว่าตัวเองซ้ำ ๆ ให้หยุดหรือเปลี่ยนวิธี อาจปิดไดอารี่ กลับไปทำกิจวัตรธรรมดา หรือหาคนที่ไว้ใจช่วยรับฟัง ไม่จำเป็นต้องอ่านเหตุการณ์เจ็บปวดซ้ำ และไม่มีข้อบังคับให้เขียนถึงบาดแผลทางใจ

    การทบทวนนี้ไม่ใช่การบำบัดและไม่ทดแทนการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ หากอาการคงอยู่ แย่ลง หรือรบกวนชีวิตประจำวัน ควรขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ข้อมูลจาก สถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติสหรัฐฯ เรื่องเวลาที่ควรขอความช่วยเหลือ ใช้เป็นแนวทางประกอบได้

    หากไม่สามารถดูแลให้ตัวเองปลอดภัย หรือเสี่ยงทำร้ายตัวเอง ให้ติดต่อบริการฉุกเฉินหรือความช่วยเหลือในภาวะวิกฤตในพื้นที่ที่อยู่ทันที ค้นหาช่องทางในพื้นที่ได้ที่ Find A Helpline การเขียนต้องไม่ทำให้การขอความช่วยเหลือที่จำเป็นล่าช้า

    แบบบันทึกสั้น ๆ สำหรับกลับมาใช้

    เริ่มด้วยเหตุการณ์เดียวและคำถามที่ยังพอรับไหว ช่องอื่นเว้นไว้ได้ แบบนี้คัดลอกไปใช้กับครั้งต่อไปได้เช่นกัน

    • ช่วงเวลาที่ดู บันทึกที่เลือก และจุดที่จะหยุด:
    • ภาพหนึ่งภาพที่อยากจำ พร้อมรายละเอียด:
    • สิ่งที่เกิดขึ้น / ความหมายที่เราเข้าใจ:
    • ข้อยกเว้น / บริบทที่ยังไม่รู้:
    • ทางเลือกเล็ก ๆ ที่อาจลองและสิ่งที่จะสังเกต / ความช่วยเหลือที่ต้องการ:
    • เรื่องที่ยังไม่ต้องมีคำตอบ:
    ทางเดินแผ่นหินโค้งเล็กน้อยในสวนเงียบสงบ ข้างทางมีม้านั่งไม้ที่ไม่มีคนนั่ง

    สิ่งที่พอเก็บได้จากการอ่านครั้งหนึ่ง คือแยกเรื่องที่เกิดขึ้นออกจากข้อสรุป และเห็นว่าตรงไหนยังมีข้อมูลไม่พอ ความทรงจำไม่ต้องกลายเป็นบทเรียนทุกเรื่อง และคำถามที่ยังเปิดอยู่ก็วางไว้ในไดอารี่ได้ เราพักจากการทบทวนได้เช่นกัน

    คำถามที่พบบ่อย

    ควรทบทวนบ่อยแค่ไหน แต่ละครั้งควรอ่านกี่บันทึกและใช้เวลานานเท่าไร?
    งานวิจัยที่อ้างถึงไม่ได้กำหนดช่วงห่าง ระยะเวลา หรือจำนวนบันทึกที่ดีที่สุด เลือกช่วงที่พอดีกับกำลังและกำหนดจุดหยุดไว้ก่อน หนึ่งสัปดาห์เป็นเพียงตัวเลือก หรืออาจกลับมาอ่านเมื่อมีข้อมูลใหม่
    ไม่มีไดอารี่เก่า จะเริ่มทบทวนตัวเองด้วยคำถามอะไรดี?
    เขียนถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาเท่าที่จำได้ในวันนี้ พร้อมวันที่เขียนและบอกว่าเป็นการนึกย้อนหลัง แล้วเลือกคำถามเกี่ยวกับเหตุการณ์เฉพาะ บริบทที่ยังไม่รู้ หรือก้าวเล็ก ๆ ที่อาจทำต่อ ปฏิทินช่วยตรวจวันได้แต่ยืนยันความรู้สึกหรือความเชื่อเดิมไม่ได้ แยกสิ่งที่นึกขึ้นภายหลังจากความคิดที่จดไว้ในตอนนั้น ชุดคำถามนี้เป็นข้อเสนอสำหรับการเขียน ไม่ใช่โปรแกรมทางจิตวิทยาที่ผ่านการทดสอบ
    เรื่องที่เขียนซ้ำ ๆ บอกสาเหตุหรือนิสัยที่แท้จริงของเราได้ไหม?
    ยังสรุปแบบนั้นไม่ได้ ต้องดูการเลือกบันทึก สิ่งที่ไม่ได้สังเกตหรือไม่ได้เขียน ข้อยกเว้น และคำอธิบายอื่น การพบซ้ำไม่ยืนยันความจริง เหตุและผล หรือลักษณะที่ติดตัวตลอดไป
    อ่านแล้วรู้สึกแย่ลง ควรทำต่อหรือขอความช่วยเหลือเมื่อไร?
    หากความทุกข์เพิ่มขึ้นหรือกลายเป็นการต่อว่าตัวเองซ้ำ ๆ ให้หยุดหรือเปลี่ยนวิธี ไม่ต้องฝืนอ่านเรื่องเจ็บปวดซ้ำ อาจขอแรงสนับสนุนจากคนที่ไว้ใจ ถ้าอาการต่อเนื่อง แย่ลง หรือรบกวนชีวิต ควรพบผู้เชี่ยวชาญ หากดูแลให้ตัวเองปลอดภัยไม่ได้หรือเสี่ยงทำร้ายตัวเอง ให้ติดต่อบริการฉุกเฉินหรือความช่วยเหลือในภาวะวิกฤตในพื้นที่ทันที การเขียนไม่ใช่การรักษาและต้องไม่ทำให้ได้รับการดูแลช้าลง